วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทรัพย์7ประการมีทรัพย์มากในโลก อันอะไรๆ พึงผจญ   ไม่ได้

ทรัพย์ ๗ประการนี้แล 
ไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็น ที่รัก ๗ ประการเป็นไฉน คือ  ทรัพย์คือ 
ศรัทธา ๑ 
ศีล ๑ 
หิริ ๑
โอตตัปปะ ๑ 
สุตะ ๑ 
จาคะ ๑
ปัญญา ๑ 

 ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ไม่ทั่วไปแก่ ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ฯ ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือ ชายก็ตาม เป็นผู้มีทรัพย์มากในโลก อันอะไรๆ พึงผจญ ไม่ได้ในเทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ฯ จบสูตรที่ ๗ เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ บรรทัดที่ ๑๓๖ - ๑๕๗. หน้าที่ ๖ - ๗.http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=136&Z=157&pagebreak=0              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=23&i=7              สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ http://www.84000.org/tipitaka/read/?สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่_๒๓ http://www.84000.org/tipitaka/read/?index_23

วิญญาณฐิติ 7

วิญญาณฐิติ 7 
(ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ — abodes or supports of consciousness)
1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน 
เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า วินิปาติกะ (เปรต) บางเหล่า (beings different in body and in perception)
2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน 
เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน
 (beings different in body, but equal in perception)
3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน 
เช่น พวกเทพอาภัสสระ (beings equal in body, but different in perception)
4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพสุภกิณหะ
 (beings equal in body and in perception)
5. สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ*
(beings reborn in the sphere of Boundless Space)
6. สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ *
(beings reborn in the sphere of Boundless Consciousness)
7. สัตว์บางพวก ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ 
(beings reborn in the sphere of Nothingness)


*อากาสานัญจายตนะ - กำหนดช่องว่างหาที่สุดไม่ได้ (ซึ่งเกิดจากการเพิกกสิณออกไป) เป็นอารมณ์
*วิญญาณัญจายตนะ - กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ (คือเลิกกำหนดที่ว่าง เลยไปกำหนดวิญญาณแผ่ไปสู่ที่ว่างแทน) เป็นอารมณ์
อากิญจัญญายตนะ
-


(เลิกกำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์ เลยไป) กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
เนวสัญญานาสัญญายตนะ -
(เลิกกำหนดแม้แต่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย) เข้าสู่ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=284

ธรรม ๗ ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ


ธรรม ๗ ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่ เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย
 ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน 
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
 เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ 
 เป็นผู้มุ่งสักการะ ๑ 
 เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑
 เป็นผู้ไม่มีหิริ ๑ 
 เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ ๑
 มีความปรารถนาลามก ๑ 
มีความเห็นผิด ๑ 
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล 
ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ 
ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่ สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ฯ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=0&Z=26&pagebreak=0

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อสงไขย 7

อสงไขย มี 7 อสงไขย คือ
  1. นันทอสงไขย
  2. สุนันทอสงไขย
  3. ปฐวีอสงไขย
  4. มัณฑอสงไขย
  5. ธรณีอสงไขย
  6. สาครอสงไขย
  7. บุณฑริกอสงไขย

อสงไขย (สันสกฤต: असंख्येय อส̊ขฺเยย) หมายถึง นับไม่ถ้วน, ไม่ง่ายที่จะนับ, หรือเป็นตัวบอกปริมาณ (เป็นคำอุปสรรค, prefix) สำหรับจำนวน 10140 (เลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 ต่อท้ายทั้งหมด 140 ตัว)
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้นิยามว่า หนึ่งอสงไขยเท่ากับหนึ่งโกฏิยกกำลัง 20 หมายถึง (107) 20 ซึ่งก็เท่ากับ 10140 เช่นกัน
  1. ^ http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=256
  2. พระคัมภรีอนาคตวงศ์, ประภาส สุระเสน, มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, พ.ศ. 2540, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ISBN 974-580-742-7
  3. บทความของคุณวิชา http://geocities.com/ss12345_th/poti/ (ปัจจุบัน link ใช้ไม่ได้)

ธรรมธาตุ 7


หมายถึง ระบบการทำงานของนามธาตุ คือ

เวทนา

สัญญา

สังขาร

วิญญาณ

มโน

จิต

ภวังค์


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ่านเพิ่ม>>

สัปปายะ 7

สัปปายะ 7 (สิ่งที่เหมาะกัน สิ่งที่เกื้อกูล ช่วยสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย — suitable things; things favorable to mental development)
1. อาวาสสัปปายะ
(ที่อยู่ซึ่งเหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ — suitable abode)
2. โคจรสัปปายะ
(ที่หาอาหาร ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป — suitable resort)
3. ภัสสสัปปายะ
(การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ 10 และพูดแต่พอประมาณ — suitable speech)
4. ปุคคลสัปปายะ
(บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ — suitable person)
5. โภชนสัปปายะ
(อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก — suitable food)
6. อุตุสัปปายะ
(ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะกัน เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น — suitable climate)
7. อิริยาปถสัปปายะ
(อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี — suitable posture)
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=286


Vism.127;
Vin.A.II.429;
MA.II.911
วิสุทฺธิ. 1/161;
วินย.อ. 1/524;
ม.อ. 3/570

วิสุทธิ 7

วิสุทธิ 7 (ความหมดจด, ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ, ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดมุ่งหมายคือนิพพาน — purity; stages of purity; gradual purification)
1. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ — purity of morality) วิสุทธิมรรคว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล 4 [160]
2. จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา — purity of mind) วิสุทธิมรรคว่า ได้แก่ สมาบัติ 8 พร้อมทั้งอุปจาร
3. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะเป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความหลงผิด — purity of view; purity of understanding) จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจ
4. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย, ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง 3 — purity of transcending doubts) ข้อนี้ ตรงกับ ธรรมฐิติญาณ หรือ ยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจ
5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่าอุทยัพยานุปัสสนา เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมีวิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง 10 แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ วิปัสสนาญาณนั้นต่อไป — purity of the knowledge and vision regarding path and not-path) ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจ
6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิดโคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ วิปัสสนาญาณ 9 — purity of the knowledge and vision of the way of progress)
7. ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ในอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ อันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น — purity of knowledge and vision)

วิสุทธิ 7 เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน ดุจรถ 7 ผลัดส่งต่อกันให้บุคคลถึงที่หมาย โดยนัยดังแสดงแล้ว
ดู [328] วิปัสสนูปกิเลส 10; [311] วิปัสสนาญาณ 9
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=285



M.I.149;
Vism.1-710.
ม.มู. 12/298/295;
คัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งหมด.

ไฟนรก7กอง

ไฟนรก7กอง



ไฟนรกกองที่ 1 ได้แก่ พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่มีบุญบารมีมากที่สุดในโลก เป็นผู้เดียวในโลกที่มีสัพพัญญุตญาณ(ญาณที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลโดยไม่มีที่สิ้นสุด) และพระพุทธเจ้ายังเป็นนายกของโลกตามตำแหน่งของกฎธรรมชาติที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งผู้ใดก็ตามที่ได้ทำกุศลกรรมกับพระองค์ บุคคลนั้นจะต้องได้อานิสงฆ์ผลบุญมากที่สุดในโลก ซึ่งมนุษย์คนใดได้ไปทำทานด้วยแล้วจะได้ผลบุญมากเท่ากับทำทานแด่พระพุทธเจ้าเป็นไม่มี แต่หากผู้ใดทำอกุศลกรรมกับพระองค์ บุคคลนั้นจะต้องได้รับกรรมมากที่สุดในโลกที่เรียกว่า อนันตริยกรรม นั่นเอง
ไฟนรกกองที่ 2 ได้แก่ พระธรรม
พระธรรม คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ถ่ายทอดออกมาจากการรู้ซึ่งความจริงของกฎธรรมชาติทุกอย่าง
ไม่มีผู้ใดในโลกที่จะฝืนหรือเปลี่ยนแปลงกฎธรรมชาติไปได้ แม่แต่พระพุทธเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ไม่เชิ่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บุคคลนั้นถือว่า เป็นผู้มีความเห็นผิด (มิจฉาทิฎฐิ) ซึ่งจะทำให้คนผู้นั้นได้รับความเดือดร้อนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการเชื่อว่าเกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ชาติหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ ผู้ที่เชื่อเช่นนี้ เมื่อตายไปต้องไปเกิดในอบายภูมิอย่างแน่นอน หากผู้นั้นยังสอนให้ผู้อื่นเชื่อตามนี้ด้วยอีกแล้ว เมื่อตายไปต้องตรงไปเกิดที่โลกันต์นรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไฟนรกกองที่ 3 ได้แก่ พระสงฆ์
พระสงฆ์ คือ พระอริยสงฆ์ที่ตรัสรู้ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว ได้แก่ พระโสบัน พระสาทาคามี พระอนาคามี หรือขั้นสูงสุด คือ พระอรหันต์ เมื่อเราได้ทำบุญกับพระอริยสงฆ์เราก็จะได้บุญมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน แต่ถ้าใครก็ตามไปล่วงเกินทำบาปกับท่าน ก็จะต้องได้รับผลกรรมอย่างรุนแรง และมหาศาลเช่นเดียวกัน
ไฟนรกกองที่ 4 ได้แก่ บิดามารดาผู้ให้กำเนิด
พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า พ่อแม่นั้นคือ พระอรหันต์ของลูก ผู้ใดก็ตามที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าผู้นั้นมีบุญวาสนาอย่างมาก เพราะเราสามารถทำบุญกับพ่อแม่ได้และได้รับผลบุญเทียบเท่ากับพระอรหันต์เช่นกัน เพียงแต่ว่าอาจจะได้ผลบุญช้ากว่าพระอรหันต์ซักหน่อย สาเหตุที่ได้บุญมากก็เพราะว่าพ่อแม่อยู่ในฐานะผู้มีพระคุณอย่างมากมายมหาศาลต่อลูกตามกฎของธรรมชาติ แม้พ่อแม่จะให้แต่กำเนิดเท่านั้นแต่ไม่เลี้ยงดูเลยก็ตาม ก็ยังถือว่าบุญคุณของพ่อแม่นั้นหา ที่สุดมิได้ ถ้าใครก็ตามที่ล่วงเกินท่านด้วยกาย วาจา ใจ ผู้นั้นก็ย่อมจะได้รับกรรมอย่างมหาศาลเทียบเท่ากับล่วงเกินพระอรหันต์เลยทีเดียว
ไฟนรกกองที่ 5 ได้แก่ ครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ เป็นผู้ที่มีความสำคัญมากตามกฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะอาจารย์ผู้ที่สั่งสอน หรือ เขียนตำราให้เราอ่านแล้วทำให้เรารู้ธรรมะ ถ้าผู้ใดเกิดมาแล้วไม่รู้ธรรมะอะไรเลย ผู้นั้นย่อมใช้ชีวิตอย่างผิดๆ ถูกๆ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาปและทำทุกอย่างตามความคิดของตัวเองว่าถูก เมื่อตายไปเขาย่อมไปเกิดในอบายภูมิซึ่งมีนรกเป็นที่ต่ำที่สุด แต่เมื่อใดก็ตามที่เขามีบุญวาสนาได้พบอาจารย์ที่มีความรู้ในธรรมะตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เขาผู้นั้นก็เสมือนว่าได้เกิดใหม่ ทั้งที่ยังไม่ตาย เขาจะรู้ว่า การกระทำใดเป็นบุญและการกระทำใดเป็นบาป เขาจะสามารถตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมตลอดชีวิต ทำให้ได้รับความสุขความเจริญทั้งในชาตินี้ เมื่อตายไปก็จะมีโลกสวรรค์เป็นที่รองรับ ทั้งนี้ ก็ด้วยพระคุณของครูบาอาจารย์ที่ฉุดเขาพ้นจากนรกนั่นเอง และการที่เราเคารพครูบาอาจารย์จะทำให้เราเป็นผู้มีความสำเร็จเร็วและเป็นผู้มีปัญญามากอีกด้วย ดูอย่างเช่าน พระสาริบุตรเมื่อได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ ก็เกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนา พระสารีบุตรรู้บุญคุณของพระอัสสชิที่ทำให้ตนได้รู้จักธรรมะที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา จึงยกย่องนับถือไว้เป็นอาจารย์ เมื่อพระสารีบุตรอยู่ที่ใดก็ตามก่อนจะจำวัด (นอน) จะต้องหันศรีษะไปทางที่พระอัสสชิอยู่ แล้วตั้งจิตอธิฐาน ถวายสิ่งที่อยู่เหนือเศียรเกล้าของตนเพื่อบูชาพระอาจารย์ จึงไม่น่าแปลกเลยที่ท่านเป็นพระอัครสาวก ผู้เป็นเลิศด้านผู้มีปัญญามาก
ไฟนรกกองที่ 6 ได้แก่ สมณะชีพราหมณ์
สมณะหรือพระที่บวชในพระพุทธศาสนา โดยปฎิบัติตามพระวินัย คือ รักษาศีล 227 ข้อ เรียกว่า สมมติสงฆ์ หลายคนเข้าใจว่า สมมติสงฆ์ ก็คือ พระสงฆ์ แท้จริงแล้ว พระสงฆ์หมายถึง พระอริยะสงฆ์ที่บรรลุธรรมตั้งแต่พระโสดาบรรณจนถึงพระอรหันต์เท่านั้น ส่วนพระทั่วไปที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมนั้นเรียกว่า สมมติสงฆ์ แม้จะเป็นสมมติสงฆ์แต่ถ้ารักษาศีลดี และปฎิบัติธรรมเพื่อความเป็นไปตามทางแห่งพระอรหันต์แล้ว ถ้าเราไปทำบุญกับท่าน เราก็จะได้บุญมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว แต่ถ้าเราไปทำบาปกับท่าน เราก็จะได้รับผลบาปนับไม่ถ้วนเช่นกัน หลายคนที่ไม่เข้าใจเห็นพระบางรูปกำลังทำชั่วอยู่ เช่น เดินช๊อปปิ้ง ซื้อซีดีโป๊ ก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิ ในใจ หรือต่อว่าด่าทอต่างๆ นานา ซึ่งการไปตำหนิติเตียนหรือด่าว่าพระสมณะ ชี พราหมณ์ นั้น ถือเป็นบาปที่ต้องได้รับกรรม เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะทำบุญกับพระรูปใดก็ได้ แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปด่าว่าใคร เพราะเป็นการไปเบียดเบียนผู้อื่นนั่นเอง
ไฟนรกกองที่ 7 ได้แก่ สามี
ผู้ชายนั้นจะมีไฟนรกแค่ 6 กอง แต่ผู้หญิงที่มีสามีจะมีไฟนรก 7 กอง เพราะสามีนั้นเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ของภรรยา ที่คอยทำหน้าที่ป้องกันภัย และดูแลห่วงใยภรรยา สามีจึงเป็นไฟนรกของภรรยาตามกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นผู้หญิงคนใดที่มีสามีไม่ดี ถือว่าเป็นความโชคร้ายของผู้หญิงคนนั้นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาก เพราะจะมีโอกาส ทำกรรมหนัก จากการล่วงเกินไฟนรกนั่นเอง
ขอยกตัวอย่าง ถ้าเราทำบุญให้กับบิดามารดา เราก็จะได้รับผลบุญอย่างน้อยประมาณ 10,000 ล้านเท่า แต่ถ้าเราล่วงเกิน ก็จะได้บาปอย่างน้อยประมาณ 10,000 ล้านเท่าเหมือนกัน
ถ้าภรรยา ทำบุญให้กับสามี ภรรยาก็จะได้บุญอย่างน้อยประมาณ 5,000 ล้านเท่า ถ้าไปล่วงเกินเข้า ก็ต้องได้รับผลบาปอย่างน้อยประมาณ 5,000 ล้านเท่าเช่นกัน
ส่วนสามี ถ้าได้ล่วงเกินภรรยา ถ้าภรรยาเป็นผู้ไม่มีศีล สามีจะได้ผลบาป 1,000 เท่า แต่ถ้าภรรยาเป็นผู้รักษาศีล 5 สามีก็จะได้รับบาป 10,000 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่า การไปล่วงเกินสามีด้วย กาย วาจา ใจ นั้นไม่คุ้มเลย
* แค่เห็นความไม่ดีของไฟนรก 7 กอง ก็ถือเป็นกรรมแล้ว *

อนุสัย 7

อนุสัย ๗ เป็น

 กิเลสที่มีความละเอียดที่สุด สามารถกำจัดได้ด้วย ปัญญา เท่านั้น คือ

1.ราคานุสัย

2.ปฏิฆานุสัย

3.อวิชชานุสัย

4.วิจิกิจฉานุสัย

5.มานานุสัย

6.ภวานุสัย

7.ทิฏฐานุสัย

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อัธยาศัย 7


อัธยาศัย 7 ประเภท



อัธยาศัย หรือ อัชฌาสัย หมายถึง จริตนิสัยใจคอ

นักบำเพ็ญ นักปฏิบัติธรรมเพื่อให้สิ้นความทุกข์ สิ้นกิเลสตัณหา มิจฉาทิฐิ อวิชชา สังโยชน์ เพื่อนิพพาน ย่อมมีวาสนาที่อบรมมาตั้งแต่อดีตชาติของแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน มีอัธยาศัยจริตนิสัยสันดานแต่ละคนไม่เหมือนกันแตกต่างกันไป ซึ่งยากที่ปุถุชนคนธรรมดา แม้ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเคยบำเพ็ญและมีอัธยาศัยอย่างไรชอบใจในการบำเพ็ญแบบใดในอดีตชาติมาก่อน แม้พระอรหันต์ฝ่ายปัญญาวิมุตติ ก็รู้ผู้อื่นไม่ได้ มีแต่พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวในโลกเท่านั้น ที่ทรงทราบอัธยาศัยจริตสันดานของพระพุทธสาวกได้อย่างถูกต้องตามจริต นิสัยสันดานที่เคยบำเพ็ญมาแต่อดีตชาติปางก่อน

พระพุทธองค์ทรงตรัสอัธยาศัยของบุคคลไว้ 7 จำพวก คือ

1. อุภโตภาควิมุตติบุคคล
หมายถึง บุคคลที่เคยบำเพ็ญมาทางสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันมาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อดีตชาติปางก่อน ชาติสุดท้ายแห่งการบรรลุพระอรหันต์ จึงได้สำเร็จสมาธิถึงอำนาจรูปฌาน 4 และ อรูปฌาน4 ( สมาบัติ ) แล้วเจริญโสฬสญาณ 16 ( วิปัสสนาญาณ ) จนบรรลุธรรมสูงสุดคือ พระอรหันต์พร้อมทั้งได้วิชชา 3 หรือบางองค์ได้อภิญญา 6 หรือได้ปฏิสัมภิทาญาณ 4

วิชชา 3 คือ
  • 1. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
  • 2. จุตูปปาตญาณ มีตาทิพย์และรู้การเกิดและการตายของสัตว์โลกว่าเกิดจากเหตุอะไร
  • 3. อาสวักขยญาณ วิชชาทำอาสวะกิเลสให้สิ้นจากกายใจ)
อภิญญา 6 คือ
  • 1. อิทธิวิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ได้
  • 2. ทิพพโสตญาณ มีหูทิพย์ได้ยินเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน
  • 3. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
  • 4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
  • 5. ทิพจักขุญาณ ตาทิพย์
  • 6. อาสวักขยญาณ ทำกิเลสอาสวะให้สิ้น
ปฏิสัมภิทาญาณ 4 ( ตามแตกฉานธรรม ) คือ
  • 1. อัตถปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในอรรถะ คือ เนื้อความ ใจความ ความหมาย ความมุ่งหมาย ผล และประโยชน์ทั้งปวงพร้อมทั้งสามารถขยายความย่อๆให้พิสดารได้
  • 2. ธรรมปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแตกฉานในธรรมทั้งปวงแล้ว สามารถเรียบเรียงเป็นเรื่องราว เป็นหนังสือเป็นหัวข้อเทศได้เป็นอย่างดีวิเศษ
  • 3. นิรุตติปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแตกฉานในภาษาพูด ภาษาเขียนให้ผู้อ่านผู้ฟังรู้เรื่อง เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน หมดความสงสัย
  • 4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความแตกฉาน มีไหวพริบ ฉลาดในการพูดปราศรัยการโต้ตอบปัญหาธรรม พร้อมทั้งสามารถเปรียบเทียบให้เข้าใจได้อย่างดี
จึงเห็นชัดเจนแล้วว่า อุภโตภาควิมุติ ท่านหลุดพ้นจากวัฏสงสารพ้นจากกิเลสตัณหาด้วยฌาน และสมาบัติ แล้วยกจิตสู่วิปัสสนาญาณจนสำเร็จอรหันต์พร้อมทั้งได้ญาณวิเศษ คือ วิชชา 3 บ้าง,อภิญญา 6 บ้าง,ปฏิสัมภิทาญาณ 4 บ้าง แล้วแต่อัธยาศัยที่ท่านเหล่านี้เคยอธิษฐานไว้แต่ชาติบางก่อน ซึ่งเมื่อบรรลุธรรมสูงสุดแล้ว วิชชา ญาณวิเศษเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเองอัตโนมัติเมื่อบรรลุอรหันต์ แม้ไม่ตั้งใจอยากได้ก็เกิดขึ้น ห้ามไม่ได้

2. ปัญญาวิมุตติบุคคล ( สุขวิปัสสโก )
หมายถึง บุคคลที่เคยบำเพ็ญมาแต่เฉพาะวิปัสสนาญาณไม่เคยบำเพ็ญมาทางอำนาจสมาบัติมาก่อนในอดีตชาติ เพราะฉะนั้นบุคคลประเภทนี้ เมื่อวาสนาบารมีแก่กล้าสมบูรณ์แล้วชาติสุดท้าย แม้เพียรพยายามบำเพ็ญทางฌานสมาบัติมากเท่าไร ก็ไม่สำเร็จฌานสมาบัติ 4 เลย แต่พอเจริญวิปัสสนาญาณถูกต้องจึงบรรลุธรรมสูงสุดสำเร็จเป็นพระอรหันต์ โดยไม่ได้ฌานวิเศษหรือวิชชา 3 หรืออภิญญา 6 แต่บางองค์อาจจะแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ 4 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่เหมือนกันทุกองค์แล้วแต่แรงอธิฐานชาติปางก่อนของท่านนั้นๆ บุคคลประเภทนี้จึงหลุดพ้นจากวัฏสงสารหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาด้วยอาศัยปัญญาล้วนๆ

3. สัทธาวิมุตติบุคคล
หมายถึง บุคคลที่เคยมีการเลื่อมใสศรัทธามั่นคงต่อการบำเพ็ญพรต การประพฤติพรหมจรรย์มาอย่างสูงตั้งแต่อดีตชาติปางก่อน เคยมีความศรัทธามาอย่างสูงมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เคยมีความศรัทธาอย่างยิ่ง ที่จะได้เป็นพระอริยะเจ้าหรือได้พบพระพุทธองค์ พบพระศาสดา เพื่อจะได้ฟังพระสัทธรรมคำสอน เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้ได้พบพระพุทธองค์ หรือได้พบพระอรหันต์แล้ว จึงมีความศรัทธาสูงยิ่ง เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมปรมัตถ์แล้วก็น้อมใจเชื่อถือ ปล่อย สละ ละ ว่าง วางเฉย ตามพระสัทธรรม ได้อย่างรวดเร็ว หากพระพุทธองค์หรือพระอริยะเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร ก็จะปฏิบัติอย่างไม่มีความสงสัยใดๆ จนบรรลุธรรมตามลำดับ คือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ด้วยการฟังธรรมพระพุทธองค์ หรือพระอรหันต์ ชนิดไม่ต้องการอาศัยการบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัติ หรือเจริญวิปัสสนาญาณที่ยาวนานเลย จึงเป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ด้วยอาศัยตามศรัทธาน้อมใจเชื่อโดยส่วนเดียว บุคคลประเภทนี้บางองค์ อาจจะได้วิชชา 3 หรืออภิญญา 6 หรือแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ 4 ไม่เหมือนกันทุกองค์ แล้วแต่แรงอธิษฐานในชาติปางก่อนซึ่งส่วนใหญ่จะสำเร็จด้วยปัญญาวิมุตติ ไม่ได้วิชชา 3 ไม่ได้อภิญญา 6 หรือปฏิสัมภิทาญาณ 4 เป็นพระอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี โสดาบันประเภทสุขวิปัสสโก เสียมากกว่า

4. กายสักขีบุคคล
หมายถึงบุคคลที่ได้อาศัยกัลยามิตร มิตรที่ดี เป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้ เป็นสัตบุรุษ เป็นพระขีณาสพ หรือพระพุทธองค์แนะนำอบรม สั่งสอนให้บำเพ็ญเพียรภาวนา เป็นสัมมาปฏิบัติถูกต้องชอบธรรมแล้วทำให้สำเร็จฌาณสมาบัติบางชนิดแล้ว สามารถเจริญวิปัสสนาญาณ จนบรรลุมรรคผลบางชนิด คือพระโสดาบัน สกิทาคามี หรืออนาคามี ชนิดหนึ่งชนิดใด ถ้ายังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ก็ต้องทำความเพียรศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป
กายสักขีบุคคลเป็นบุคคลที่ใกล้พระนิพพานแล้ว และจะบรรลุนิพพาน แล้ว และจะบรรลุนิพพานได้แน่นอนที่สุด ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไปตามวาสนาบารมีของแต่ละท่านที่อบรมมาไม่เหมือนกัน มีอบายภูมิ 4 สิ้นแล้ว หากเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ

5. ทิฎฐิปปัตตบุคคล
หมายถึง บุคคลที่ได้อาศัยกัลยาณมิตร มิตรที่ดีเป็นบัณฑิต ผู้รู้ สัตบุรุษ เช่น พระพุทธองค์ หรือพระขีณาสพ อบรมแนะนำสั่งสอนให้ทำความเพียรภาวนา ฟังธรรมศึกษาธรรม ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ จึงเกิดความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฐิ คลาย ละ มิจฉาทิฐิเสียได้เป็นส่วนมาก โดยไม่ประสบความสำเร็จอำนาจฌานสมาบัติ แต่ด้วยอาศัยความเห็นชอบสัมมาทิฐิ จึงทำให้อาสวะกิเลสบางชนิดสิ้นไปจนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน หรือ สกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคลได้ แต่ยังไม่ถึงกับสำเร็จพระอรหันต์ จึงยังต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไปแต่ก็มีกระแสนิพพานใกล้ต่อการบรรลุธรรมสูงสุดได้ ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไปแต่พ้นจากอบายภูมิแน่นอน

6. ธัมมานุสารีบุคคล
หมายถึงบุคคลที่หมั่นศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมปฏิบัติตนชอบด้วยศีลสมาธิ ปัญญา มีกายกรรมบริสุทธิ์ มีวจีกรรมบริสุทธิ์ มีมโนกรรมบริสุทธิ์ มีกายสุจริต และมโนสุจริต เป็นบุคคลที่มีความเห็นถูกต้อง ความดำริถูกต้องการเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ มีความเพียรชอบ มีสติชอบ และมีสมาธิชอบจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ดำเนินไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม จนทำให้อาสวะกิเลสตัณหาเบาบางลงแต่ไม่สำเร็จฌานอำนาจฌานสมาบัติชั้นสูง แต่อาจบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันหรือสกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคล อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยอาศัยปัญญา แต่ยังต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติต่อไปเพราะยังไม่สำเร็จอรหันต์ ยังไม่หมดสิ้นกิเลสตัณหา แต่ก็อยู่ในกระแสนิพพานก็อยู่ในกระแสแห่งนิพพาน อาจจะสำเร็จในชาติปัจจุบัน หรืออนาคตต่อไปได้แน่นอน ไม่ไปกำเนิดในอบายภูมิอย่างเด็ดขาด และเที่ยงแท้ที่จะเกิดในสวรรค์ หรือพรหมโลก

7. สัทธานุสารีบุคคล
หมายถึง บุคคลที่มีความศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในเหล่าพระขีนาสพ ในผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยธรรมบางท่าน แล้วเกิดจิตเลื่อมใส คอยสดับพระสัทธรรมคำสอนด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างจริงใจ เมื่อเวลาใดได้ฟังพระสัทธรรมคำสอนแล้วจะเกิดความศรัทธา เมื่อเกิดความศรัทธาก็จะเป็นเหตุให้เกิด โยนิโสมนสิการ การน้อมนำเอาสัทธรรมที่ฟังมาไตร่ตรอง พิจารณาด้วยใจอย่างเลื่อมใสจนเกิดสติสัมปชัญญะ เมื่อสติสัมปชัญญะ เกิดก็เป็นเหตุให้เกิดความสำรวมไม่ประมาท เมื่อมีความสำรวมไม่ประมาท กายก็สุจริต วจีก็สุจริต มโนก็สุจริต ก็เป็นเหตุให้เกิดสติปัฏฐาน 4 การพิจารณากายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม เวทนาในเวทนา จนเป็นปัจจัยให้เกิดโพชฌงค์ 7 มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะ มีปิติ มีปัสสัทธิ มีสมาธิ และมีอุเบกขา จนในที่สุดก็ทำให้เบาบางจาก อาสวะกิเลสตัณหาบางชนิดได้ โดยไม่สำเร็จฌาน สมาบัติชั้นสูงใด ๆ แต่อาจจะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคลได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสัทธานุสารีบุคคลนี้เที่ยงแท้ที่จะบรรลุธรรมสูงสุดได้ ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไป และจะไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต อสูรกายและสัตว์เดรัชฉาน อีกต่อไปชั่วนิรันดร์ เพราะอำนาจการบรรลุธรรมชั้นพระโสดาบันขึ้นไปอย่างต่ำสุดอาจเกิดในมนุษย์อีกเพียง 1-7 ชาติเท่านั้น ก็จะบรรลุอรหันต์เข้าสู่นิพพาน



จึงขอให้นักปฏิบัติธรรมที่ต้องการคลายทุกข์ สิ้นกิเลสตัณหา เห็นสัทธรรมความจริงว่าการบำเพ็ญภาวนาสมถะกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี เป้าหมายสุดยอดคือความสิ้นทุกข์ สิ้นกิเลส ตัณหา อุปาทาน มิจฉาทิฐิ อกุศลกรรมชั่วทั้งปวงเพื่อให้ได้ความสงบเย็น สุขอย่างยิ่งคือนิพพาน ไม่ใช่บำเพ็ญภาวนาสมถวิปัสสนาเพื่ออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ความอยากเด่น อยากดัง ด้วยเดรัจฉานวิชา ด้วยฤทธิ์ของอำนาจฌานสมาบัติ ส่วนการได้วิชชา 3 (เตวิชโช), อภิญญา 6 (ฉฬภิญโญ), ปฏิสัมภิทาญาณ 4 นั้นเป็นรางวัลพิเศษของแต่ละท่านที่จะเกิดขึ้นเองเมื่อสำเร็จจอรหันต์ แต่ถ้าหากไม่ได้ญาณวิเศษดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะความสำคัญที่สุดคือ จิตที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา มีความสุขอย่างยิ่ง รู้แจ้งนิพพานต่างหาก
ข้อมูลจากhttp://wat.songmetta.net/index_xy.php?left=1&item=1
วัดทรงเมตตาวนาราม ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250

บุคคล ๗ จำพวก

คือ บุคคล ๗ จำพวกเหล่า
นี้เปรียบเหมือนพ่อค้าเร่ ๗ คนนั้น วัฏฏะ เปรียบเหมือน แม่น้ำ,  
การจมลงในวัฏฏะของนิยตมิจฉาทิฏฐิ บัณฑิตพึงทราบว่าเหมือนกับการจมลงในท่า
เป็นที่ข้ามของพ่อค้าผู้กลัวน้ำคนที่ ๑
บุคคลผู้โผล่ขึ้นด้วยเหตุสักว่าการเกิดขึ้นเเห่งศรัทธาเป็นต้นแล้วจมลง
เพราะความเสื่อมศรัทธาเป็นต้นนั้น เหมือนกับ
พ่อค้าคนที่โผล่ขึ้นครั้งเดียวแล้วก็จมลงไปในแม่น้ำ.  
พระโสดาบัน แลดูอยู่ซึ่งทางอันตนพึงไป หรือทิศทางที่ควรจะไป เหมือนกับ พ่อค้าคนที่โผล่
ขึ้นจากน้ำแลดูซึ่งท่าเป็นที่ข้าม.  
พระสกทาคามี ชื่อว่า กำลังข้ามไป
เพราะความที่ตนเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง เปรียบเหมือนกับ พ่อค้าที่กำลังข้ามไป.
พระอนาคามี ชื่อว่า หยุดอยู่ เพราะความเป็นผู้ไม่กลับมาสู่กามโลกนี้ เหมือนกับ
พ่อค้าคนที่ข้ามไปแล้วยืนอยู่ที่น้ำแค่สะเอว.  
พระขีณาสพ ผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ก้าวล่วงโอฆะทั้ง ๔ แล้ว  
ยืนอยู่บนบก คือ พระนิพพาน บัณฑิตพึงทราบว่า
เปรียบเหมือนพ่อค้าคนที่อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดแล้วก็ข้ามขึ้นฝั่งโน้น แล้ว
ยืนอยู่บนบก. บัณฑิตพึงทราบว่า การที่พระขีณาสพท่านเข้าผลสมาบัติ ซึ่งมี
นิพพานเป็นอารมณ์แล้วให้กาลผ่านไปอยู่ เป็นเหมือนพ่อค้าคนที่ยืนอยู่บนบก
แล้วเข้าไปสู่พระนคร ก้าวขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐ แล้วก็บริโภคอาหารอัน
อุดม. พระอริยบุคคลทั้งหลาย มีอุภโตภาควิมุตตบุคคลเป็นต้น ข้าพเจ้าชี้แจง
ไว้แล้วในหนหลังนั้นแล้ว แล.
อธิบายบุคคล ๗ จำพวก จบเพียงเท่านี้

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อปริหานิยธรรม ๗ อย่าง


ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปรหานิยธรรม มี ๗ อย่าง
๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น
๖. ยินดีในเสนาสนะป่า
๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข
ธรรม ๗ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว

อริยทรัพย์ ๗

ทรัพย์ คือคุณความดีที่มีอยู่ในสันดานอย่างประเสริฐ
เรียกอริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ

๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
๒. สีล รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย
๓. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต
๔. โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป
๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมาก คือ จำทรงธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก
๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนให้แก่คนที่ควรให้ปัน
๗. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์

http://www.dharma-gateway.com/dhamma/navakovart-03.htm
http://www.watpit.org/index.php?option=com_content&view=article&id=222:2009-12-18-20-43-24&catid=86:2009-12-17-06-19-38&Itemid=131

โพชฌงค์ ๗

๑. สติ ความระลึกได้
๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม
๓. วิริยะ ความเพียร
๔. ปีติ ความอิ่มใจ
๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์
๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น
๗. อุเปกขา ความวางเฉย
เรียกตามประเภทว่า สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับจนถึงอุเปกขาสัมโพชฌงค์

สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม 7 ประการ คือ
  1. มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา
  2. จะปรึกษาสิ่งใดกับใครๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  3. จะคิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  4. จะพูดสิ่งใดก็พูดเพื่อไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น
  5. จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  6. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
  7. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวเองให้ และผู้รับทานนั้น ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย

สัปปุริสธรรม7

ธรรมของสัตบุรุษ เรียกว่า สัปปุริสธรรม มี ๗ อย่าง
๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์
๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่นรู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันใด ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันใด
๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตนว่า เราว่าโดยชาติตระกูล ยศศักดิ์สมบัติบริวารความรู้และคุณธรรมเพียงเท่านี้ๆ แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร
๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิต แต่โดยทางที่ชอบ และรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร
๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควรในอันประกอบกิจนั้นๆ
๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชนและกริยาที่ต้องประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่าหมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกริยาอย่างนี้ จะต้องพูดแบบนี้ เป็นต้น
๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นผู้ดี ควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น
http://www.dharma-gateway.com/dhamma/navakovart-03.htm