อัธยาศัย 7 ประเภท
|
อัธยาศัย หรือ อัชฌาสัย หมายถึง จริตนิสัยใจคอ
นักบำเพ็ญ นักปฏิบัติธรรมเพื่อให้สิ้นความทุกข์ สิ้นกิเลสตัณหา มิจฉาทิฐิ อวิชชา สังโยชน์ เพื่อนิพพาน ย่อมมีวาสนาที่อบรมมาตั้งแต่อดีตชาติของแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน มีอัธยาศัยจริตนิสัยสันดานแต่ละคนไม่เหมือนกันแตกต่างกันไป ซึ่งยากที่ปุถุชนคนธรรมดา แม้ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเคยบำเพ็ญและมีอัธยาศัยอย่างไรชอบใจในการบำเพ็ญแบบใดในอดีตชาติมาก่อน แม้พระอรหันต์ฝ่ายปัญญาวิมุตติ ก็รู้ผู้อื่นไม่ได้ มีแต่พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวในโลกเท่านั้น ที่ทรงทราบอัธยาศัยจริตสันดานของพระพุทธสาวกได้อย่างถูกต้องตามจริต นิสัยสันดานที่เคยบำเพ็ญมาแต่อดีตชาติปางก่อน
พระพุทธองค์ทรงตรัสอัธยาศัยของบุคคลไว้ 7 จำพวก คือ
1. อุภโตภาควิมุตติบุคคล
หมายถึง
บุคคลที่เคยบำเพ็ญมาทางสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันมาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อดีตชาติปางก่อน
ชาติสุดท้ายแห่งการบรรลุพระอรหันต์ จึงได้สำเร็จสมาธิถึงอำนาจรูปฌาน 4 และ อรูปฌาน4
( สมาบัติ ) แล้วเจริญโสฬสญาณ 16 ( วิปัสสนาญาณ ) จนบรรลุธรรมสูงสุดคือ
พระอรหันต์พร้อมทั้งได้วิชชา 3 หรือบางองค์ได้อภิญญา 6 หรือได้ปฏิสัมภิทาญาณ 4 วิชชา 3 คือ
|
2. ปัญญาวิมุตติบุคคล ( สุขวิปัสสโก )
หมายถึง
บุคคลที่เคยบำเพ็ญมาแต่เฉพาะวิปัสสนาญาณไม่เคยบำเพ็ญมาทางอำนาจสมาบัติมาก่อนในอดีตชาติ
เพราะฉะนั้นบุคคลประเภทนี้ เมื่อวาสนาบารมีแก่กล้าสมบูรณ์แล้วชาติสุดท้าย
แม้เพียรพยายามบำเพ็ญทางฌานสมาบัติมากเท่าไร ก็ไม่สำเร็จฌานสมาบัติ 4 เลย
แต่พอเจริญวิปัสสนาญาณถูกต้องจึงบรรลุธรรมสูงสุดสำเร็จเป็นพระอรหันต์
โดยไม่ได้ฌานวิเศษหรือวิชชา 3 หรืออภิญญา 6 แต่บางองค์อาจจะแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ 4
อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
ไม่เหมือนกันทุกองค์แล้วแต่แรงอธิฐานชาติปางก่อนของท่านนั้นๆ
บุคคลประเภทนี้จึงหลุดพ้นจากวัฏสงสารหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาด้วยอาศัยปัญญาล้วนๆ |
3. สัทธาวิมุตติบุคคล
หมายถึง บุคคลที่เคยมีการเลื่อมใสศรัทธามั่นคงต่อการบำเพ็ญพรต
การประพฤติพรหมจรรย์มาอย่างสูงตั้งแต่อดีตชาติปางก่อน
เคยมีความศรัทธามาอย่างสูงมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เคยมีความศรัทธาอย่างยิ่ง
ที่จะได้เป็นพระอริยะเจ้าหรือได้พบพระพุทธองค์ พบพระศาสดา
เพื่อจะได้ฟังพระสัทธรรมคำสอน เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้ได้พบพระพุทธองค์
หรือได้พบพระอรหันต์แล้ว จึงมีความศรัทธาสูงยิ่ง
เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมปรมัตถ์แล้วก็น้อมใจเชื่อถือ ปล่อย สละ ละ ว่าง วางเฉย
ตามพระสัทธรรม ได้อย่างรวดเร็ว
หากพระพุทธองค์หรือพระอริยะเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร
ก็จะปฏิบัติอย่างไม่มีความสงสัยใดๆ จนบรรลุธรรมตามลำดับ คือ พระโสดาบัน สกิทาคามี
อนาคามี อรหันต์ ด้วยการฟังธรรมพระพุทธองค์ หรือพระอรหันต์
ชนิดไม่ต้องการอาศัยการบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัติ หรือเจริญวิปัสสนาญาณที่ยาวนานเลย
จึงเป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา
ด้วยอาศัยตามศรัทธาน้อมใจเชื่อโดยส่วนเดียว บุคคลประเภทนี้บางองค์ อาจจะได้วิชชา 3
หรืออภิญญา 6 หรือแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ 4 ไม่เหมือนกันทุกองค์
แล้วแต่แรงอธิษฐานในชาติปางก่อนซึ่งส่วนใหญ่จะสำเร็จด้วยปัญญาวิมุตติ ไม่ได้วิชชา 3
ไม่ได้อภิญญา 6 หรือปฏิสัมภิทาญาณ 4 เป็นพระอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี
โสดาบันประเภทสุขวิปัสสโก เสียมากกว่า |
4. กายสักขีบุคคล
หมายถึงบุคคลที่ได้อาศัยกัลยามิตร มิตรที่ดี เป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้ เป็นสัตบุรุษ
เป็นพระขีณาสพ หรือพระพุทธองค์แนะนำอบรม สั่งสอนให้บำเพ็ญเพียรภาวนา
เป็นสัมมาปฏิบัติถูกต้องชอบธรรมแล้วทำให้สำเร็จฌาณสมาบัติบางชนิดแล้ว
สามารถเจริญวิปัสสนาญาณ จนบรรลุมรรคผลบางชนิด คือพระโสดาบัน สกิทาคามี หรืออนาคามี
ชนิดหนึ่งชนิดใด ถ้ายังไม่สำเร็จพระอรหันต์
ก็ต้องทำความเพียรศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไปกายสักขีบุคคลเป็นบุคคลที่ใกล้พระนิพพานแล้ว และจะบรรลุนิพพาน แล้ว และจะบรรลุนิพพานได้แน่นอนที่สุด ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไปตามวาสนาบารมีของแต่ละท่านที่อบรมมาไม่เหมือนกัน มีอบายภูมิ 4 สิ้นแล้ว หากเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ |
5. ทิฎฐิปปัตตบุคคล
หมายถึง บุคคลที่ได้อาศัยกัลยาณมิตร มิตรที่ดีเป็นบัณฑิต ผู้รู้ สัตบุรุษ เช่น
พระพุทธองค์ หรือพระขีณาสพ อบรมแนะนำสั่งสอนให้ทำความเพียรภาวนา ฟังธรรมศึกษาธรรม
ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ จึงเกิดความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฐิ คลาย ละ
มิจฉาทิฐิเสียได้เป็นส่วนมาก โดยไม่ประสบความสำเร็จอำนาจฌานสมาบัติ
แต่ด้วยอาศัยความเห็นชอบสัมมาทิฐิ
จึงทำให้อาสวะกิเลสบางชนิดสิ้นไปจนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน หรือ สกิทาคามี
หรืออนาคามีบุคคลได้ แต่ยังไม่ถึงกับสำเร็จพระอรหันต์
จึงยังต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไปแต่ก็มีกระแสนิพพานใกล้ต่อการบรรลุธรรมสูงสุดได้
ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไปแต่พ้นจากอบายภูมิแน่นอน |
6. ธัมมานุสารีบุคคล
หมายถึงบุคคลที่หมั่นศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมปฏิบัติตนชอบด้วยศีลสมาธิ ปัญญา
มีกายกรรมบริสุทธิ์ มีวจีกรรมบริสุทธิ์ มีมโนกรรมบริสุทธิ์ มีกายสุจริต
และมโนสุจริต เป็นบุคคลที่มีความเห็นถูกต้อง ความดำริถูกต้องการเจรจาชอบ การงานชอบ
การเลี้ยงชีวิตชอบ มีความเพียรชอบ มีสติชอบ
และมีสมาธิชอบจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ดำเนินไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม
จนทำให้อาสวะกิเลสตัณหาเบาบางลงแต่ไม่สำเร็จฌานอำนาจฌานสมาบัติชั้นสูง
แต่อาจบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันหรือสกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคล
อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยอาศัยปัญญา
แต่ยังต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติต่อไปเพราะยังไม่สำเร็จอรหันต์
ยังไม่หมดสิ้นกิเลสตัณหา แต่ก็อยู่ในกระแสนิพพานก็อยู่ในกระแสแห่งนิพพาน
อาจจะสำเร็จในชาติปัจจุบัน หรืออนาคตต่อไปได้แน่นอน
ไม่ไปกำเนิดในอบายภูมิอย่างเด็ดขาด และเที่ยงแท้ที่จะเกิดในสวรรค์
หรือพรหมโลก |
7. สัทธานุสารีบุคคล
หมายถึง บุคคลที่มีความศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม
ในเหล่าพระขีนาสพ ในผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยธรรมบางท่าน แล้วเกิดจิตเลื่อมใส
คอยสดับพระสัทธรรมคำสอนด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างจริงใจ
เมื่อเวลาใดได้ฟังพระสัทธรรมคำสอนแล้วจะเกิดความศรัทธา
เมื่อเกิดความศรัทธาก็จะเป็นเหตุให้เกิด โยนิโสมนสิการ
การน้อมนำเอาสัทธรรมที่ฟังมาไตร่ตรอง พิจารณาด้วยใจอย่างเลื่อมใสจนเกิดสติสัมปชัญญะ
เมื่อสติสัมปชัญญะ เกิดก็เป็นเหตุให้เกิดความสำรวมไม่ประมาท
เมื่อมีความสำรวมไม่ประมาท กายก็สุจริต วจีก็สุจริต มโนก็สุจริต
ก็เป็นเหตุให้เกิดสติปัฏฐาน 4 การพิจารณากายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม เวทนาในเวทนา
จนเป็นปัจจัยให้เกิดโพชฌงค์ 7 มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะ มีปิติ มีปัสสัทธิ
มีสมาธิ และมีอุเบกขา จนในที่สุดก็ทำให้เบาบางจาก อาสวะกิเลสตัณหาบางชนิดได้
โดยไม่สำเร็จฌาน สมาบัติชั้นสูงใด ๆ แต่อาจจะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี
หรืออนาคามีบุคคลได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งสัทธานุสารีบุคคลนี้เที่ยงแท้ที่จะบรรลุธรรมสูงสุดได้
ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไป และจะไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต
อสูรกายและสัตว์เดรัชฉาน อีกต่อไปชั่วนิรันดร์
เพราะอำนาจการบรรลุธรรมชั้นพระโสดาบันขึ้นไปอย่างต่ำสุดอาจเกิดในมนุษย์อีกเพียง 1-7
ชาติเท่านั้น ก็จะบรรลุอรหันต์เข้าสู่นิพพาน |
จึงขอให้นักปฏิบัติธรรมที่ต้องการคลายทุกข์ สิ้นกิเลสตัณหา เห็นสัทธรรมความจริงว่าการบำเพ็ญภาวนาสมถะกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี เป้าหมายสุดยอดคือความสิ้นทุกข์ สิ้นกิเลส ตัณหา อุปาทาน มิจฉาทิฐิ อกุศลกรรมชั่วทั้งปวงเพื่อให้ได้ความสงบเย็น สุขอย่างยิ่งคือนิพพาน ไม่ใช่บำเพ็ญภาวนาสมถวิปัสสนาเพื่ออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ความอยากเด่น อยากดัง ด้วยเดรัจฉานวิชา ด้วยฤทธิ์ของอำนาจฌานสมาบัติ ส่วนการได้วิชชา 3 (เตวิชโช), อภิญญา 6 (ฉฬภิญโญ), ปฏิสัมภิทาญาณ 4 นั้นเป็นรางวัลพิเศษของแต่ละท่านที่จะเกิดขึ้นเองเมื่อสำเร็จจอรหันต์ แต่ถ้าหากไม่ได้ญาณวิเศษดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะความสำคัญที่สุดคือ จิตที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา มีความสุขอย่างยิ่ง รู้แจ้งนิพพานต่างหาก
ข้อมูลจากhttp://wat.songmetta.net/index_xy.php?left=1&item=1
วัดทรงเมตตาวนาราม ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น