วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อัธยาศัย 7


อัธยาศัย 7 ประเภท



อัธยาศัย หรือ อัชฌาสัย หมายถึง จริตนิสัยใจคอ

นักบำเพ็ญ นักปฏิบัติธรรมเพื่อให้สิ้นความทุกข์ สิ้นกิเลสตัณหา มิจฉาทิฐิ อวิชชา สังโยชน์ เพื่อนิพพาน ย่อมมีวาสนาที่อบรมมาตั้งแต่อดีตชาติของแต่ละคนไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน มีอัธยาศัยจริตนิสัยสันดานแต่ละคนไม่เหมือนกันแตกต่างกันไป ซึ่งยากที่ปุถุชนคนธรรมดา แม้ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเคยบำเพ็ญและมีอัธยาศัยอย่างไรชอบใจในการบำเพ็ญแบบใดในอดีตชาติมาก่อน แม้พระอรหันต์ฝ่ายปัญญาวิมุตติ ก็รู้ผู้อื่นไม่ได้ มีแต่พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวในโลกเท่านั้น ที่ทรงทราบอัธยาศัยจริตสันดานของพระพุทธสาวกได้อย่างถูกต้องตามจริต นิสัยสันดานที่เคยบำเพ็ญมาแต่อดีตชาติปางก่อน

พระพุทธองค์ทรงตรัสอัธยาศัยของบุคคลไว้ 7 จำพวก คือ

1. อุภโตภาควิมุตติบุคคล
หมายถึง บุคคลที่เคยบำเพ็ญมาทางสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันมาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อดีตชาติปางก่อน ชาติสุดท้ายแห่งการบรรลุพระอรหันต์ จึงได้สำเร็จสมาธิถึงอำนาจรูปฌาน 4 และ อรูปฌาน4 ( สมาบัติ ) แล้วเจริญโสฬสญาณ 16 ( วิปัสสนาญาณ ) จนบรรลุธรรมสูงสุดคือ พระอรหันต์พร้อมทั้งได้วิชชา 3 หรือบางองค์ได้อภิญญา 6 หรือได้ปฏิสัมภิทาญาณ 4

วิชชา 3 คือ
  • 1. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
  • 2. จุตูปปาตญาณ มีตาทิพย์และรู้การเกิดและการตายของสัตว์โลกว่าเกิดจากเหตุอะไร
  • 3. อาสวักขยญาณ วิชชาทำอาสวะกิเลสให้สิ้นจากกายใจ)
อภิญญา 6 คือ
  • 1. อิทธิวิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์ได้
  • 2. ทิพพโสตญาณ มีหูทิพย์ได้ยินเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยิน
  • 3. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
  • 4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
  • 5. ทิพจักขุญาณ ตาทิพย์
  • 6. อาสวักขยญาณ ทำกิเลสอาสวะให้สิ้น
ปฏิสัมภิทาญาณ 4 ( ตามแตกฉานธรรม ) คือ
  • 1. อัตถปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแจ่มแจ้งในอรรถะ คือ เนื้อความ ใจความ ความหมาย ความมุ่งหมาย ผล และประโยชน์ทั้งปวงพร้อมทั้งสามารถขยายความย่อๆให้พิสดารได้
  • 2. ธรรมปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแตกฉานในธรรมทั้งปวงแล้ว สามารถเรียบเรียงเป็นเรื่องราว เป็นหนังสือเป็นหัวข้อเทศได้เป็นอย่างดีวิเศษ
  • 3. นิรุตติปฏิสัมภิทา ความเข้าใจแตกฉานในภาษาพูด ภาษาเขียนให้ผู้อ่านผู้ฟังรู้เรื่อง เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน หมดความสงสัย
  • 4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความแตกฉาน มีไหวพริบ ฉลาดในการพูดปราศรัยการโต้ตอบปัญหาธรรม พร้อมทั้งสามารถเปรียบเทียบให้เข้าใจได้อย่างดี
จึงเห็นชัดเจนแล้วว่า อุภโตภาควิมุติ ท่านหลุดพ้นจากวัฏสงสารพ้นจากกิเลสตัณหาด้วยฌาน และสมาบัติ แล้วยกจิตสู่วิปัสสนาญาณจนสำเร็จอรหันต์พร้อมทั้งได้ญาณวิเศษ คือ วิชชา 3 บ้าง,อภิญญา 6 บ้าง,ปฏิสัมภิทาญาณ 4 บ้าง แล้วแต่อัธยาศัยที่ท่านเหล่านี้เคยอธิษฐานไว้แต่ชาติบางก่อน ซึ่งเมื่อบรรลุธรรมสูงสุดแล้ว วิชชา ญาณวิเศษเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเองอัตโนมัติเมื่อบรรลุอรหันต์ แม้ไม่ตั้งใจอยากได้ก็เกิดขึ้น ห้ามไม่ได้

2. ปัญญาวิมุตติบุคคล ( สุขวิปัสสโก )
หมายถึง บุคคลที่เคยบำเพ็ญมาแต่เฉพาะวิปัสสนาญาณไม่เคยบำเพ็ญมาทางอำนาจสมาบัติมาก่อนในอดีตชาติ เพราะฉะนั้นบุคคลประเภทนี้ เมื่อวาสนาบารมีแก่กล้าสมบูรณ์แล้วชาติสุดท้าย แม้เพียรพยายามบำเพ็ญทางฌานสมาบัติมากเท่าไร ก็ไม่สำเร็จฌานสมาบัติ 4 เลย แต่พอเจริญวิปัสสนาญาณถูกต้องจึงบรรลุธรรมสูงสุดสำเร็จเป็นพระอรหันต์ โดยไม่ได้ฌานวิเศษหรือวิชชา 3 หรืออภิญญา 6 แต่บางองค์อาจจะแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ 4 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่เหมือนกันทุกองค์แล้วแต่แรงอธิฐานชาติปางก่อนของท่านนั้นๆ บุคคลประเภทนี้จึงหลุดพ้นจากวัฏสงสารหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาด้วยอาศัยปัญญาล้วนๆ

3. สัทธาวิมุตติบุคคล
หมายถึง บุคคลที่เคยมีการเลื่อมใสศรัทธามั่นคงต่อการบำเพ็ญพรต การประพฤติพรหมจรรย์มาอย่างสูงตั้งแต่อดีตชาติปางก่อน เคยมีความศรัทธามาอย่างสูงมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เคยมีความศรัทธาอย่างยิ่ง ที่จะได้เป็นพระอริยะเจ้าหรือได้พบพระพุทธองค์ พบพระศาสดา เพื่อจะได้ฟังพระสัทธรรมคำสอน เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้ได้พบพระพุทธองค์ หรือได้พบพระอรหันต์แล้ว จึงมีความศรัทธาสูงยิ่ง เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมปรมัตถ์แล้วก็น้อมใจเชื่อถือ ปล่อย สละ ละ ว่าง วางเฉย ตามพระสัทธรรม ได้อย่างรวดเร็ว หากพระพุทธองค์หรือพระอริยะเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร ก็จะปฏิบัติอย่างไม่มีความสงสัยใดๆ จนบรรลุธรรมตามลำดับ คือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ด้วยการฟังธรรมพระพุทธองค์ หรือพระอรหันต์ ชนิดไม่ต้องการอาศัยการบำเพ็ญเพียรฌานสมาบัติ หรือเจริญวิปัสสนาญาณที่ยาวนานเลย จึงเป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ด้วยอาศัยตามศรัทธาน้อมใจเชื่อโดยส่วนเดียว บุคคลประเภทนี้บางองค์ อาจจะได้วิชชา 3 หรืออภิญญา 6 หรือแตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ 4 ไม่เหมือนกันทุกองค์ แล้วแต่แรงอธิษฐานในชาติปางก่อนซึ่งส่วนใหญ่จะสำเร็จด้วยปัญญาวิมุตติ ไม่ได้วิชชา 3 ไม่ได้อภิญญา 6 หรือปฏิสัมภิทาญาณ 4 เป็นพระอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี โสดาบันประเภทสุขวิปัสสโก เสียมากกว่า

4. กายสักขีบุคคล
หมายถึงบุคคลที่ได้อาศัยกัลยามิตร มิตรที่ดี เป็นบัณฑิต เป็นผู้รู้ เป็นสัตบุรุษ เป็นพระขีณาสพ หรือพระพุทธองค์แนะนำอบรม สั่งสอนให้บำเพ็ญเพียรภาวนา เป็นสัมมาปฏิบัติถูกต้องชอบธรรมแล้วทำให้สำเร็จฌาณสมาบัติบางชนิดแล้ว สามารถเจริญวิปัสสนาญาณ จนบรรลุมรรคผลบางชนิด คือพระโสดาบัน สกิทาคามี หรืออนาคามี ชนิดหนึ่งชนิดใด ถ้ายังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ก็ต้องทำความเพียรศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป
กายสักขีบุคคลเป็นบุคคลที่ใกล้พระนิพพานแล้ว และจะบรรลุนิพพาน แล้ว และจะบรรลุนิพพานได้แน่นอนที่สุด ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไปตามวาสนาบารมีของแต่ละท่านที่อบรมมาไม่เหมือนกัน มีอบายภูมิ 4 สิ้นแล้ว หากเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ

5. ทิฎฐิปปัตตบุคคล
หมายถึง บุคคลที่ได้อาศัยกัลยาณมิตร มิตรที่ดีเป็นบัณฑิต ผู้รู้ สัตบุรุษ เช่น พระพุทธองค์ หรือพระขีณาสพ อบรมแนะนำสั่งสอนให้ทำความเพียรภาวนา ฟังธรรมศึกษาธรรม ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ จึงเกิดความเห็นชอบเป็นสัมมาทิฐิ คลาย ละ มิจฉาทิฐิเสียได้เป็นส่วนมาก โดยไม่ประสบความสำเร็จอำนาจฌานสมาบัติ แต่ด้วยอาศัยความเห็นชอบสัมมาทิฐิ จึงทำให้อาสวะกิเลสบางชนิดสิ้นไปจนบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน หรือ สกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคลได้ แต่ยังไม่ถึงกับสำเร็จพระอรหันต์ จึงยังต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไปแต่ก็มีกระแสนิพพานใกล้ต่อการบรรลุธรรมสูงสุดได้ ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไปแต่พ้นจากอบายภูมิแน่นอน

6. ธัมมานุสารีบุคคล
หมายถึงบุคคลที่หมั่นศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมปฏิบัติตนชอบด้วยศีลสมาธิ ปัญญา มีกายกรรมบริสุทธิ์ มีวจีกรรมบริสุทธิ์ มีมโนกรรมบริสุทธิ์ มีกายสุจริต และมโนสุจริต เป็นบุคคลที่มีความเห็นถูกต้อง ความดำริถูกต้องการเจรจาชอบ การงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ มีความเพียรชอบ มีสติชอบ และมีสมาธิชอบจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ดำเนินไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม จนทำให้อาสวะกิเลสตัณหาเบาบางลงแต่ไม่สำเร็จฌานอำนาจฌานสมาบัติชั้นสูง แต่อาจบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันหรือสกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคล อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยอาศัยปัญญา แต่ยังต้องศึกษาประพฤติปฏิบัติต่อไปเพราะยังไม่สำเร็จอรหันต์ ยังไม่หมดสิ้นกิเลสตัณหา แต่ก็อยู่ในกระแสนิพพานก็อยู่ในกระแสแห่งนิพพาน อาจจะสำเร็จในชาติปัจจุบัน หรืออนาคตต่อไปได้แน่นอน ไม่ไปกำเนิดในอบายภูมิอย่างเด็ดขาด และเที่ยงแท้ที่จะเกิดในสวรรค์ หรือพรหมโลก

7. สัทธานุสารีบุคคล
หมายถึง บุคคลที่มีความศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในเหล่าพระขีนาสพ ในผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยธรรมบางท่าน แล้วเกิดจิตเลื่อมใส คอยสดับพระสัทธรรมคำสอนด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างจริงใจ เมื่อเวลาใดได้ฟังพระสัทธรรมคำสอนแล้วจะเกิดความศรัทธา เมื่อเกิดความศรัทธาก็จะเป็นเหตุให้เกิด โยนิโสมนสิการ การน้อมนำเอาสัทธรรมที่ฟังมาไตร่ตรอง พิจารณาด้วยใจอย่างเลื่อมใสจนเกิดสติสัมปชัญญะ เมื่อสติสัมปชัญญะ เกิดก็เป็นเหตุให้เกิดความสำรวมไม่ประมาท เมื่อมีความสำรวมไม่ประมาท กายก็สุจริต วจีก็สุจริต มโนก็สุจริต ก็เป็นเหตุให้เกิดสติปัฏฐาน 4 การพิจารณากายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม เวทนาในเวทนา จนเป็นปัจจัยให้เกิดโพชฌงค์ 7 มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะ มีปิติ มีปัสสัทธิ มีสมาธิ และมีอุเบกขา จนในที่สุดก็ทำให้เบาบางจาก อาสวะกิเลสตัณหาบางชนิดได้ โดยไม่สำเร็จฌาน สมาบัติชั้นสูงใด ๆ แต่อาจจะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี หรืออนาคามีบุคคลได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสัทธานุสารีบุคคลนี้เที่ยงแท้ที่จะบรรลุธรรมสูงสุดได้ ไม่ชาติปัจจุบันก็ชาติหน้าต่อไป และจะไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ 4 คือ นรก เปรต อสูรกายและสัตว์เดรัชฉาน อีกต่อไปชั่วนิรันดร์ เพราะอำนาจการบรรลุธรรมชั้นพระโสดาบันขึ้นไปอย่างต่ำสุดอาจเกิดในมนุษย์อีกเพียง 1-7 ชาติเท่านั้น ก็จะบรรลุอรหันต์เข้าสู่นิพพาน



จึงขอให้นักปฏิบัติธรรมที่ต้องการคลายทุกข์ สิ้นกิเลสตัณหา เห็นสัทธรรมความจริงว่าการบำเพ็ญภาวนาสมถะกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี เป้าหมายสุดยอดคือความสิ้นทุกข์ สิ้นกิเลส ตัณหา อุปาทาน มิจฉาทิฐิ อกุศลกรรมชั่วทั้งปวงเพื่อให้ได้ความสงบเย็น สุขอย่างยิ่งคือนิพพาน ไม่ใช่บำเพ็ญภาวนาสมถวิปัสสนาเพื่ออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ความอยากเด่น อยากดัง ด้วยเดรัจฉานวิชา ด้วยฤทธิ์ของอำนาจฌานสมาบัติ ส่วนการได้วิชชา 3 (เตวิชโช), อภิญญา 6 (ฉฬภิญโญ), ปฏิสัมภิทาญาณ 4 นั้นเป็นรางวัลพิเศษของแต่ละท่านที่จะเกิดขึ้นเองเมื่อสำเร็จจอรหันต์ แต่ถ้าหากไม่ได้ญาณวิเศษดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพราะความสำคัญที่สุดคือ จิตที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา มีความสุขอย่างยิ่ง รู้แจ้งนิพพานต่างหาก
ข้อมูลจากhttp://wat.songmetta.net/index_xy.php?left=1&item=1
วัดทรงเมตตาวนาราม ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 20250

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น